วันอาทิตย์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2559

เหตุผลที่จะทำให้คุณ อาจไม่อยากขับ uber




















ผมจะมาเล่าประสบการณ์ ส่วนตัวที่ได้เจอมา กับ uber thailand
ในฐานะที่ผมเป็นทั้งคนขับ และคนนั่ง

ในฐานะคนนั่ง ผมบอกได้เลยว่า คุ้มค่า คุ้มราคามากครับ
บ่อยครั้งที่ค่าโดยสารถูกกว่า Taxi แถมมารับถึงหน้าบ้าน
แต่กลับกัน ในฐานะคนขับ รู้มั้ยครับว่าเจออะไรบ้าง



เมื่อก่อนผมยอมรับว่าค่าตอบแทน ดี
แต่เหมือนคนขับเยอะเกินไปหรือเปล่า ผมไม่ทราบได้
พยายามออกกฎ ออกข้อกำหนด ออกเงื่อนไข ลดรายได้ลง
ประมาณว่า ถ้ารับไม่ได้ก็ไม่ต้องขับ
เราในฐานะคนขับ ถ้าไม่ตามให้ดี อาจะหลงกล และกว่าจะรู้ตัวก็
ขาดทุนทั้งเงิน รถก็เสื่อม ก็พัง และ uber ก็ไม่มาสนใจว่าคุณจะเป็นยังไงด้วย

ค่าโดยสารไม่ตรง แจ้งไปก็กว่าจะตอบกลับ
รอไปเถอะครับ รอจนลืม
พอเขาตอบกลับมา รู้ไหมครับว่ายังไง
ขอหลักฐาน ขอเที่ยวการเดินทาง ขอเวลา
ขอๆๆๆ ทุกอย่าง คือใครจะไปจำได้หมดครับ
จำไม่ได้หมด สุดท้ายก็ตกไป อดได้
ทั้งๆที่เช็คจากในระบบก็ได้ว่าขับจริงมั้ย
วิ่งเส้นนั้น เส้นนี้จริงมั้ย แต่ไม่ทำให้!

uber ใช้คำว่า เราเป็น uber partner กับบริษัท
คำว่า partner ฟังดูดีมากเลยนะครับ แปลว่า หุ้นส่วน
แต่จริงๆเรา เหมือนเราเป็นแค่ ลูกจ้างที่ทำงานเวลาไหนก็ได้ครับ

เจอทั้งข้อกำหนด เกือบจะบังคับ ในการรับงาน ใกล้ ไกล
ห้ามปฎิเสธ ถ้า ผู้โดยสารรายงาน uber ก็จะฟัง ผู้โดยสารเป็นหลัก
(ถ้าไม่คำนวนให้ดี อาจจะขาดทุนได้ในแต่ละรอบ)

เงินเข้าอาทิตย์ละครั้ง เราต้องคำนวนต้นทุนของเราให้ดี
บางครั้งเงินก้อนเรา เราอาจลืมว่าเราเสียต้นทุนไปเท่าไร

บางครั้งเราต้องไปรับ ผู้โดยสารไกลถึง 10โล
และยังไปไกลสุดขอบจังหวัดกรุงเทพอีก
และตีรถเปล่ากลับ (ไม่มีผู้โดยสารเรียกกลับ)
พวกนี้คำนวนดีๆ คุณอาจจะขาดทุนก็ได้ครับ

----------------------------------------------------------------------------

ยังไม่รวมเรื่องรถที่ผู้โดยสารทำรถเสียหายอีก
ผมเคยรับผู้โดยสาร แล้วเปิดประตูผม กระแทกฟุตบาทอย่างแรง
พอแจ้งเรื่องไป uber ในฐานะที่ uber เรียกเราว่า partner
คำตอบที่ได้กลับมาคือ ช่วยไม่ได้ ไปเคลมประกันเอง
คนที่เป็น partner พอได้ยินอย่างนี้จะรู้สึกยังไงครับ
ค่าประกันก็ต้องจ่ายเอง และยังมาเสียเวลาเคลมอีก



















----------------------------------------------------------------------------

และล่าสุด ทำให้ผมรู้สึกว่าไม่โอเคเลย คือ
ผู้โดยสารทำน้ำหกในรถผม
uber เคยบอกว่า สามารถเคลมค่าล้างรถ และทำความสะอาดได้
ตอนแรกผมก็อุ่นใจ คงไม่มีปัญหาอะไร
แต่สุดท้าย uber บอกไม่สามารถเคลมค่าล้างรถได้
เพราะผู้โดยสารแจ้งว่า เขาไม่ได้ทำ
นี่หรือคำตอบของคนที่เป็น partner กัน
เชื่อคำพูดผู้โดยสาร จนไม่แหกตาดูหลักฐานเลย

และน้ำหวาน กลิ่นก็แรง ทิ้งไว้มดก็ต้องขึ้น ไม่สามารถที่จะขับต่อได้
ผมก็ต้องรีบหาร้านล้างรถ และยิ่งตอนกลางคืนก็หาร้านยาก
กว่าจะขับรถเจอร้านที่ราคาไม่แพง เสียทั้งเวลา เสียทั้งน้ำมัน
เสียเวลา และยังเสียโอกาสในการรับลูกค้าอีก
และดู ผู้โดยสารแค่บอกว่าไ่ม่ได้ทำหก แค่นั้น uber ก็เชื่อเลย
รูปแนบไปเยอะแยะก็ไม่สนใจ และเมลกว่าจะตอบก็รอไปสิ
อาทิตย์นึงยังคุยไม่รู้เรื่องเลย






สำหรับคนที่กำลังคิดว่าจะขับดีมั้ย ผมบอกว่าดีครับ 
ลองขับเล่นๆดูก่อน ถ้าเป็นช่วงเวลาที่เราว่างนะครับ
คำนวนให้ดี ว่ารถติด น้ำมันคุ้มมั้ย ค่าเสื่อมรถก็สำคัญ
ยิ่งใช้รถมาก เวลาเราเช็คระยะ รถ ก็จะยิ่งแพงขึ้นนะครับ
สำหรับคนที่รักรถ ผมไม่ค่อยแนะนำ รถเป็นอะไรขึ้นมา uber ไม่รับผิดชอบครับ
ถ้าให้ดี แต่เราก็ต้องเตรียมพร้อมรับมือให้ดี เราต้องกันไว้เลย ดีกว่ามาแก้ทีหลังครับ

เช่น ถ้าผู้โดยสารถือของกินอยู่กำลังจะเข้ารถ บอกให้เขาทิ้งไปนอกรถเลยครับ ห้ามกิน
พวกพลไม้ก็เหมือนกัน กลิ่นแรงมาก ติดนานด้วยครับ ถ้าเราไม่รับลูกค้า
หรือบอกให้เขาทิ้ง เชื่อไหมครับ ถ้าเขารายงาน uber 
เราก็โดนอีกครั้ง ทำยังไงก็โดน

ติดกล้องทั้งหน้ารถ และในรถด้วยครับ บันทึกเสียงไว้ เป็นหลักฐาน
แต่ต่อให้มีหลักฐานชัดแค่ไหน ถ้า uber บอกว่าไม่ได้ ก็คือไม่ได้อีกแหละครับ

นี่ขนาดเราเป็น partner กันนะครับ
ยังไงก็ฝากคิดกันให้ดีก่อนขับกันนะครับ
รักรถ ห่วงรถ รักตัวเอง และคนรอบข้างกันด้วยนะครับ


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น